169 wordpress feature image (2)

Test Report ที่เราส่งๆ ไป มีคนอ่านจริงกี่คน?

Report ที่เราใช้เวลาครึ่งวัน นั่งสรุปผลเทส ใส่ตาราง ใส่กราฟ อย่างดี
แล้วก็ส่งออกไปให้ทีม ให้หัวหน้า ให้ผู้บริหาร หรือใครที่เกี่ยวข้อง
แล้วก็จบงานของเรา

ถามหน่อยว่า มีใครเคยกลับมาดูมั้ยคะ ว่ามีคนอ่านจริงกี่คน แล้วมีกี่คนที่ได้ประโยชน์จาก report ตัวนั้น

บางคนอาจจะคิดว่าเพราะคนอื่นไม่สนใจงาน QA ไง งานเรามันลูกเมียน้อยอยู่แล้ว
แต่ลองกลับมามองดู report ที่เราส่งไปมั้ยคะ ว่ามันเป็นข้อมูลอะไร

มันเป็น “บันทึกว่าเราทำอะไรไปบ้าง”
หรือเป็น “ข้อมูลที่ช่วยให้ใครซักคนเอาไปตัดสินใจต่อได้”

.

❌ Sprint นี้ เขียน Test Case ไป 312 เคส เทสไปแล้ว 290 เคส
เหลือ edge case บางข้อที่ยังทำไม่ได้
เจอบั๊ก 45 ตัว ปิดไปแล้ว 43

ถามว่าอ่านจบแล้วยังไงต่อ…
คำตอบคือ “ไม่รู้”

ทั้งๆ ที่ตัวเลขในนั้นก็ถูกหมด ไม่มีอะไรผิดซักนิด

.

✅ Sprint นี้เทสไปแล้ว 80% ของ scope
Flow หลักที่สำคัญ Login, Checkout, Payment ผ่านครบทุกเคสแล้ว
เหลือ edge case ที่ความเสี่ยงต่ำ

บั๊กที่เหลืออยู่ 2 ตัว เป็น minor ทั้งคู่ แก้ตามไปทีหลังได้

ถ้าต้อง release พรุ่งนี้ ก็ออกได้ แต่ต้องโน้ตความเสี่ยง เรื่อง edge case ที่ยังไม่ได้เทสไว้ด้วย ต้องแจ้ง customer support ให้ช่วยเตรียมรับมือ เผื่อเกิดปัญหา

ส่วนที่เหลือน่าจะใช้เวลา 2 วันในการเคลียร์ให้จบ

.

ข้อมูลชุดเดียวกัน แต่เล่าคนละแบบกัน ไม่ต้องให้คนอื่นมาแปลว่าตัวเลขนั้นหมายความว่าอะไรสำหรับเค้า
เพราะคนอื่นที่ไม่ใช่ QA อาจจะไม่ได้เข้าใจตัวเลขนี้เหมือนกันกับเรา

นี่คือความต่างระหว่าง report ที่บอกว่าเราทำอะไรไปบ้าง
กับ report ที่จะช่วยให้คนอื่นตัดสินใจต่อได้

.

ลองมาดูตัวอย่าง metric ที่ใส่แล้วมีคนเอาไปใช้ต่อได้จริงกันดีกว่าค่ะ

เผื่อใครคิดไม่ออกว่าจะใส่อะไรลงไปดี ก็มาหยิบไปใช้ได้เลย

.

🚦 1. Release พร้อมรึยัง แบบที่ไม่ใช่ฟีลลิ่ง

น่าจะเป็นคำถามที่โดนถามกันบ่อยๆ ใช่มั้ยคะ “พร้อม release รึยัง” “ปล่อยได้เลยมั้ย”
แล้วเราก็อาจจะตอบว่า “น่าจะโอเคนะคะ”

แล้วไอ้ “น่าจะโอเค” เนี่ย มันมาจากไหน

วิธีที่ดีกว่าคือ เราตกลงเกณฑ์กันให้ชัดตั้งแต่แรกไปเลยค่ะ ว่าคำว่า “พร้อม” ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

เช่น

📍 ต้องไม่มี Critical Bug เหลืออยู่
📍 Test Case ที่เป็น High Priority ต้องผ่านทั้งหมด
📍 Execution ต้องเกิน 80%

พอจะ Release เราก็มาดูได้เลยว่า พร้อมหรือไม่พร้อม แล้วที่ไม่พร้อมมันเพราะอะไรกันแน่

👉 แบบนี้ทีมก็ไม่ต้องเดา และ เราก็ไม่ต้องแบกการตัดสินใจเอาไว้คนเดียว

.

🔁 2. Reopen Rate งานถูกส่งกลับไปกลับมากี่รอบ

ไม่ใช่แค่การแก้บั๊กอย่างเดียวนะคะ แต่มันคือ งานที่เคยส่งไปแล้ว แต่ต้องวนกลับมาทำใหม่
แล้วมันก็เกิดได้ทุกจุดในงานของเราเลยค่ะ

📍 บั๊กที่เคยปิดไปแล้ว กลับมาเจออีก
📍 Story ที่แก้บั๊กตรงนี้ ไปงอกบั๊กใหม่ ปิดไม่ได้ซักที
📍 งานที่ส่งไปกี่ครั้ง ก็ไม่ผ่าน UAT เพราะไม่ตรง business requirement

ตัวเลขนี้สำคัญมากเลยนะคะ เพราะมันบอกอะไรเราได้เยอะเลย
สมมติว่ามีงาน 45 ตัว แล้วมี 9 ตัวที่ต้องส่งกลับไป นั่นคือ 20% เลยนะคะ
แปลว่า ในงาน 5 ชิ้น จะมี 1 ชิ้น ที่ต้องทำสองรอบ

พอไล่ดู อาจจะไปเจอว่า เพราะเราไม่ได้คุย requirement กันให้เคลียร์ตั้งแต่แรก ทุกคนเลยตีความ acceptance criteria กันไปคนละแบบ

👉 แบบนี้เราก็จะไปคุยกับทีมได้เลยว่าจะไปแก้ปัญหาตรงไหน เพื่อให้ลดงานลงได้ ไม่ใช่ไปบอกว่าทีมทำงานไม่ดีเลยบั๊กเยอะ

.

⏱ 3. Turnaround Time งานไปกองอยู่ตรงไหน

เวลาเฉลี่ยที่งานนั้นอยู่ในแต่ละขั้นตอน

เช่น ตั้งแต่ Ticket ถูกส่งมาที่ QA จนเทสเสร็จ
ตั้งแต่ Bug ถูก report ไปจนถูกปิด

แล้วเราก็จะเอามาดูต่อได้ว่า แล้วมันไปอยู่ตรงไหนนานผิดปกติ

ถ้าบั๊กส่วนใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ย 6 วัน กว่าจะปิดได้ แต่พอไปดูจริงๆ กลายเป็นว่า dev แก้ 1 วัน QA เทสอีก 1 วัน อีก 4 วันคืองานกองอยู่เฉยๆ รอให้หยิบไปเทส

👉 ตัวเลขนี้อาจจะไม่ได้แปลว่าเราทำงานช้า แต่อาจจะหมายถึงงานเข้ามาเร็วกว่าที่ทีมรับไหว ซึ่งเป็นข้อมูลที่เอาไปคุยเรื่องจำนวนคน หรือ การจัด priority ต่อได้ ไม่ต้องแบกความรู้สึกผิดเอาไว้คนเดียว

.

🕐 4. Time to Detect เจอบั๊กช้าไปกี่วัน

บั๊กตัวเดียวกัน เจอตั้งแต่ตอน dev เพิ่ง commit โค้ด กับ เจอตอนก่อน release 1 วัน
ราคาในการแก้บั๊กนั้น ต่างกันมหาศาล

สมมติมีบั๊กเกิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนโค้ดถูก merge ตอนวันจันทร์ แต่เรามาหาเจอตอน regression วันศุกร์

แปลว่า ทั้งสัปดาห์นั้นทีมเขียนโค้ดทับของที่พังอยู่แล้ว พอมาเจอตอนวันศุกร์ก็อาจจะงงว่ามันเกิดจากโค้ดตรงไหนกันแน่ และอาจจะเสียเวลาเพิ่มขึ้นจนต้องเลื่อน release นั้นทั้งรอบ

แต่ถ้าเจอหลัง merge เลย อาจจะใช้เวลาแก้แค่ 20 นาทีก็ได้

👉 ตรงนี้แหละที่จะเอาไปใช้ได้ ตอนจะขอเวลาทำ automation test หรือ shift left เพราะเราไม่ได้จะไปขอ tool ใหม่อย่างเดียว แต่มีตัวเลขรองรับว่าตอนนี้เรารู้ตัวช้าไปเฉลี่ยกี่วัน แล้วแต่ละวันที่ช้าไป มันแลกมาด้วยอะไรบ้าง

.

🚨 5. Escape Rate บั๊กหลุดไปถึงลูกค้ากี่ %

บั๊กที่เจอบน production เทียบกับ บั๊กทั้งหมดที่เจอ
ตัวนี้เป็นตัวเลขที่แปลงเป็นเงินได้ตรงที่สุด เพราะมันกระทบกับลูกค้าโดยตรง

ถ้า release ที่แล้วมีบั๊กหลุดไป 10 ตัว จากทั้งหมด 100 ตัว คิดเป็น 10% แล้วตัวเลขนี้มันไม่ใช่แค่บั๊กที่หลุดออกไป แต่มันอาจจะหมายถึง ยอด refund + เวลาของทีม support + รีวิว 1 ดาว เพราะลูกค้าไม่พอใจ

👉 ถ้าเราบอกว่า ตอนนี้ ทุก 10 บั๊ก มี 1 ตัวที่ลูกค้าเจอก่อนเรา แล้วก็เล่าต่อว่า จะลดมันยังไง ด้วยวิธีแบบไหนได้บ้าง ถ้าใครจะของบหรือเวลามาทำอะไรซักอย่าง ตัวนี้ก็จะช่วยได้

.

⚠️ แต่! ต้องระวังด้วยนะคะ

อย่าเอา metric พวกนี้ไปผูกกับ objective หรือ KPI ของแต่ละคน

เพราะมันจะกลายเป็นว่าเราจะเริ่มทำทุกทางเพื่อให้ตัวเลขมันดูดี อาจจะไม่ยอมเปิดบั๊ก หรือไม่ยอมอัพเดตสเตตัส ทุกคนจะเริ่มกลัวว่าจะเป็นความผิดของตัวเอง

Metric ที่ดี ต้องมีไว้ใช้ส่องหาจุดที่ระบบพัง
ไม่ใช่เอาไว้หาว่าใครผิด

.

QA ทั่วไป รายงานแค่ทีมทำอะไรไปบ้าง ตัวเลขเป็นเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่ามีใครเอาไปใช้อะไรต่อได้บ้าง

แต่ QA ร่างทองจะทำ report ที่บอกทีมว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง ตัวเลือกมีอะไรบ้าง ความเสี่ยงคืออะไร และต้องไปแก้ปัญหาที่จุดไหน

ความต่างมันไม่ได้อยู่ที่ tool หรือ จำนวนตัวเลขที่ดึงมาใช้นะคะ
แต่มันอยู่ที่ว่าเรามองตัวเองแบบไหน และเข้าใจที่มาที่ไปของตัวเลขนั้นรึเปล่า

.

ก่อนจะใส่ตัวเลขไหนลงไป อย่าลืมถามตัวเองก่อน

“ตัวเลขนี้มีความหมายว่าอะไร และช่วยในการตัดสินใจยังไงได้บ้าง”

ถ้าตอบไม่ได้ ก็แปลว่ามันไม่ควรอยู่ใน report ของเราค่ะ
เราไม่ได้ต้องการแค่ตัวเลขเยอะๆ สวยๆ แต่เราต้องการตัวเลขที่ช่วยให้ทีมตัดสินใจได้

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *