ยุคนี้เนี่ย ใครๆ ก็พากันมาแชร์ว่าใช้ AI ทำนู่นทำนี่ได้เต็มไปหมด
มี model ใหม่ๆ tool ใหม่ๆ agent ใหม่ๆ ออกมาให้ดูแทบทุกวัน
เห็นแล้วก็อยากลองไปหมดทุกตัว พอไม่มีเวลาลองก็กลัวจะตามเค้าไม่ทัน
แต่สุดท้ายพองานจริงเข้ามา ก็ยังนั่งทำแบบเดิมอยู่ดี ไม่มีอะไรเร็วขึ้นซักอย่าง
.
พอมาคิดดูดีๆ เรามัวแต่กลัวว่าจะตามเทรนด์ไม่ทัน
แต่จริงๆ เรายังไม่รู้เลยว่าอยากให้ AI มาช่วยให้งานเร็วขึ้นยังไงบ้าง
พอมีอะไรออกมาใหม่ เราก็อยากลอง อยากเรียนไปหมด
เหมือนไล่เก็บวิธีใช้ tool ไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้จบ
.
ช่วงนี้มีแนวคิดนึงที่กำลังมาแรง คือ Slow AI ค่ะ
ไม่ได้แปลว่าพี่กิ่งต่อต้าน AI หรือบอกว่าไม่ต้องไปเรียนนะคะ
เอาจริงๆ ตอนนี้พี่กิ่งใช้ AI ทุกวัน ทั้งวัน ทั้งเรื่องงาน และไม่ใช่เรื่องงาน
แต่แนวคิด Slow AI คือ การตั้งใจเลือกว่าจะเอาอะไรไปใช้ตรงไหน
แทนที่จะไปตั้งหน้าตั้งตาเรียนรู้ tool ใหม่ๆ อย่างเดียว
เพราะถ้าพื้นฐานเรายังไม่แน่นพอ ก็กลายเป็นเราเอา AI เข้ามาเร่งให้ปัญหามันเกิดเร็วขึ้น
.
สิ่งที่พี่กิ่งเห็นซ้ำๆ ทั้งจากที่ทำเอง และคนที่มาคุยเรื่อง Automation ด้วย
คือคนที่ใช้ AI แล้วได้ผลจริง งานเร็วขึ้นจริง มักจะทำ 2 ขั้นตอนนี้ค่ะ
👉 รู้ก่อนว่าสิ่งที่อยากได้จริงๆ คืออะไร หน้าตาแบบไหน และ “อยากให้ตรงไหนเร็วขึ้น”
เช่น เขียน test case ซ้ำๆ ทุก sprint, รัน regression ซ้ำๆ ทุกวัน, หรือ มี error บางอย่างที่ต้องเข้าไป debug ซ้ำบ่อยๆ
👉 ค่อยคิดว่าจะเอา AI เข้ามาช่วยตรงจุดน้ันได้ยังไง
เช่น งานไหนที่ทำซ้ำๆ เป็นขั้นตอนอยู่แล้ว แทนที่จะให้ AI มันคิดใหม่ทุกครั้ง เราก็บอกให้ AI เขียน script ให้เลย เอาไปใช้ซ้ำได้ หรืองานไหนที่ต้องมีการตัดสินใจ เราก็กำหนด framework ให้มันใน prompt เลย
ไม่ใช่เปิด tool มาแล้วสั่งมันทำ โดยที่ไม่เข้าใจว่ากำลังทำอะไร
.
คำถามที่พี่กิ่งเห็นบ่อยๆ คือ ขอ prompt ที่ดีที่สุด, model ไหนดีสุด, ใช้ AI ตัวไหนดีสุด
แต่ความเป็นจริงแล้ว ดีที่สุด ของแต่ละคน อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้นะคะ
ถ้าเราไปเริ่มจากการที่ “มีคนบอกว่าตัวนี้ดี” โดยที่ยังไม่รู้ว่า “ดี” ของเราหน้าตาเป็นแบบไหน
เราก็จะติดอยู่ในลูปเดิมๆ แบบไม่จบไม่สิ้น
เห็น tool ใหม่
→ เรียน
→ รู้สึกดีที่ได้ใช้
→ ไม่รู้จะเอาไปใช้กับงานยังไง
→ กลับไปทำเหมือนเดิม
→ เห็น tool ใหม่
วนไปเรื่อยๆ
.
💬 พี่กิ่งว่า ความเร็วที่แท้จริง ไม่ได้มาจากจำนวนเครื่องมือที่เรารู้จักหรอกค่ะ
แต่มันเกิดจากการที่เราเข้าใจชัดเจนว่าต้องการอะไร และจะเอา AI ไปวางในจุดไหน
คนที่ใช้ AI ได้คุ้มที่สุด ไม่ใช่คนที่รู้จัก tool เยอะที่สุด เขียน prompt เก่งที่สุด
แต่เป็นคนที่เข้าใจงานของตัวเองอย่างชัดเจน และรู้ว่า pain point ที่เราอยากจะแก้คืออะไร
.
📌 วันนี้ลองเริ่มเลยค่ะ ก่อนจะเริ่มเปิด AI ขึ้นมาใช้ ลองหยุดถามตัวเองซักแป๊บว่า
มีงานไหนที่เราทำซ้ำแล้วซ้ำอีก จนอยากให้มันเร็วขึ้น หรือลดพลังงานที่เราใช้กับงานนั้นลง
พอได้แล้ว ค่อยไปหาดูค่ะว่าจะเอา AI เข้ามาช่วยตรงนั้นยังไง
📌 ถ้าใครอยากได้แนวทางการใช้ AI สำหรับงาน QA
พร้อม prompt ที่เอาไปปรับใช้ได้จริง ทั้งกระบวนการการทำงาน QA ตั้งแต่ requirement analysis ยันทำ test report ลองเข้าไปดู eBook AI สำหรับ QA ร่างทอง ได้ที่นี่เลยค่ะ มีให้ลองอ่านฟรี 3 บทแรก

