169 wordpress feature image (13)

QA แบบไหนที่ AI แทนไม่ได้

ทำงาน QA มา 3 ปี รู้สึกว่าทำไมงานมันก็วนไปวนมาอยู่ที่เดิม
อยากย้ายไปที่อื่นก็ไม่กล้า จะขอเลื่อนตำแหน่งก็ไม่ได้ซักที

ใครรู้สึกแบบนี้อยู่ ปัญหาอาจจะไม่ใช่แค่เรื่อง skill ก็ได้นะคะ

.

ช่วงที่ผ่านมาพี่กิ่งได้ไปฟังคลิปนึงของ Dan Koe มาค่ะ ชื่อว่า “How to become so valuable AI will never replace you”
ทำยังไงถึงจะเป็นคนที่มีคุณค่ามากจน AI ก็มาแทนไม่ได้

เขาพูดถึง 6 ไอเดีย ที่ทำให้เราเป็นคนที่ AI มาแทนไม่ได้

1️⃣ Agency: ลงมือทำโดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง
2️⃣ Taste: รู้ว่าอะไรดี หรือไม่ดี ได้เอง โดยไม่ต้องถามใคร
3️⃣ Flow state: ทำงานที่ท้าทาย ในจุดที่พอดี
4️⃣ Persuasion: สื่อสารให้คนอื่นเข้าใจและเห็นคุณค่าสิ่งที่เราทำ
5️⃣ Trial & Error: เรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่ใช่กลัวมัน
6️⃣ Identity: เอาตัวเองไปอยู่ใน environment ที่เราจะได้พัฒนา

ทั้ง 6 เรื่องนี้สำคัญหมดเลยค่ะ ถ้าใครอยากฟังทั้งคลิป เดี๋ยวจะแปะไว้ให้ในคอมเม้นนะคะ
แต่วันนี้พี่กิ่งอยากให้สนใจคำว่า Agency กันค่ะ
เพราะสิ่งนี้คือสกิลที่สำคัญมากๆ ที่จะทำให้เราโดดเด่นขึ้นมา

.

Dan Koe นิยาม Agency ว่าเป็นความสามารถในการลงมือทำโดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง

คนที่ขาด Agency จะต้องรอให้มีคนมาบอก รอให้มีวิธีที่ชัดเจนก่อนค่อยทำ
คนที่มี Agency จะเห็นปัญหา แล้วพร้อมจะเดินเข้าไปแก้ไขมัน โดยที่ไม่ต้องให้ใครบอก

และนี่คือสิ่งที่ AI แทนไม่ได้ และจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากคนทั่วไป

.

ลองนึกถึงงาน QA ของเราดูนะคะ

การมี Agency มันไม่ใช่แค่ เขียน Test Case ได้ครอบคลุมที่สุด หาบั๊กได้เก่งที่สุด รันเทสได้เร็วที่สุด

แต่มันคือคนที่พร้อมจะทำให้งานของเราออกมาดีที่สุด และคิดว่าจะทำยังไงเพื่อให้ product ของเราออกมามีคุณภาพที่ดีที่สุด โดยที่ไม่ได้สนใจว่าอยู่ใน JD มั้ย

💡 เข้าไปคุย requirement กับทีมเพื่อทำความเข้าใจตั้งแต่ต้น
💡 ช่วย Dev ดู unit test ว่าครอบคลุมอะไรบ้าง
💡 ช่วยดู CI/CD เพื่อหาว่า bottleneck อยู่ตรงไหน
💡 ตั้งคำถามกับ process ของทีมว่าจะทำให้ดีขึ้นได้ยังไง

.

สมมติว่า (สมมติที่แปลว่าชีวิตจริงล้วนๆ) เราเข้าไปอยู่ในทีมนึง ที่ต้องรันเทสชุดเดิมซ้ำทุก environment
เพราะที่ผ่านมาเจอว่าบั๊กที่เคยแก้ไปแล้วใน environment นึง
กลับมาโผล่บนอีก environment อยู่บ่อยๆ
จนทุกคนไม่มั่นใจ เลย “เทสซ้ำทุก test case ทุก environment”

ถ้ามี 3 Environment – Test, Staging, Production งานก็ x3 ตามไปด้วย

.

QA ทั่วไปที่ไม่มี agency อาจจะมีคนบอกมาว่า process ของทีมเป็นแบบนี้
ขึ้น environment ใหม่ ก็ให้ก๊อบปี้ Test Case ทั้งหมดไปรันได้เลย
แล้วก็ไม่ได้ตั้งคำถาม ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไป ขยันขันแข็งมาก ต้องรันเทสเยอะก็ไม่บ่น

กับ QA อีกคน ตั้งคำถามขึ้นมาว่า ถ้าเราจะทำซ้ำแบบนี้ แล้วจะแยก environment ไปเพื่ออะไร เลยเริ่มลงไปดูที่ต้นตอของปัญหา จนพบว่า ปัญหาอยู่ที่ branching strategy ของทีม ที่มีการ merge feature เข้าไปที่ branch หลักของแต่ละ environment โดยตรง ทำให้แต่ละ environment กลายเป็น code คนละชุด ที่มีโอกาสเกิดบั๊กต่างกันได้

แล้ว QA คนนั้น ก็เลยเข้าไปคุยกับทีม เพื่อช่วยออกแบบ process ใหม่ ว่าจะ promote ขึ้น environment ถัดไปยังไง จนในที่สุดก็ไม่ต้องทำงาน x3 ในทุกๆ รอบ อาจจะลดงานไปได้เกิน 50%

เริ่มเห็นมั้ยคะว่า QA ร่างทองต้องเป็นแบบไหน

.

QA ที่ AI แทนได้ คือคนที่รอทำตามคำสั่ง

แต่ QA ที่ AI แทนไม่ได้ คือคนที่มองตัวเองว่าเป็นคนช่วยให้ทีมมั่นใจกับ quality ของ product มากขึ้น และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้งานออกมามีคุณภาพมากที่สุด

นี่แหละค่ะคือ Agency

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *