36

Skill Stacking

ตอนพี่กิ่งเริ่มงานที่แรก เลือก QA เพราะแค่คิดว่าเราเขียนโค้ดไม่เก่ง
แต่พอมาวันนี้ กลายเป็นว่าทุกสิ่งที่ทำมามันดันต่อกันพอดี
แล้วก็กลายมาเป็นคนที่คุมทีม Tech ทั้งทีม

.

ในคลาส Testing the Right Way เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมา
มีคำถามข้อนึงที่น่าสนใจมากค่ะ

มีคนที่มาจากสายอื่น แล้วอยู่ๆ ก็ต้องมาทำงาน QA ด้วย
ก็เลยเกิดความสงสัยว่า ควรจะไปทางไหนต่อดี
ควรจะโฟกัสแค่งานสายเดิมที่ทำได้ดีอยู่แล้ว
หรือเปลี่ยนมาโฟกัสสาย QA แบบเต็มตัวไปเลย

แต่พี่กิ่งตอบไปว่า เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่งก็ได้

.

ทีนี้ก็เลยนึกถึงเรื่องของตัวเองขึ้นมาค่ะ

พี่กิ่งเนี่ย เป็นคนที่จบมาก็ทำสาย QA มาตั้งแต่แรกเลยค่ะ
ตอนนั้นมีให้เลือกว่าจะทำข้อสอบของ Dev หรือ QA
ด้วยความที่คิดว่าตัวเองเขียนโค้ดไม่เก่งเท่าเพื่อน (เพราะในคณะมีแต่เทพเดินชนกันเต็มไปหมดค่ะ)
ก็เลยเลือก QA ดีกว่า จะได้ไม่ต้องเขียนโค้ด…

แต่สุดท้ายก็ได้ย้ายตัวเองมาทำสาย Automation Testing อยู่ดี

พอได้มาทำ กลายเป็นว่า skill ที่พี่กิ่งสะสมมา มันเริ่มต่อกันเองโดยไม่รู้ตัว

จากตอนทำ Manual มา ทำให้เข้าใจ business requirement และ การออกแบบ test ที่ดี
แถมยังได้มีโอกาสไปเทสงานหลากหลาย ทั้ง software, hardware, network, infra ต่างๆ
ทำให้รู้เรื่อง backend, server, unix เพิ่มขึ้น

พอมาทำ Automation Testing ก็ได้รู้เรื่อง Code, Git, Engineering Practice ต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก

.

ทำไปเรื่อยๆ ก็ต้องเริ่มเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ Dev มากขึ้น
เริ่มต้องไปคุยว่าทำไมเค้าไม่ยอมทำ unit test
หรือ ทำไมเค้าบอกว่าเคสนี้ทำ unit test ไม่ได้

สุดท้ายเลยต้องไปนั่งศึกษาเรื่อง Testable Architecture แล้วลองเขียน unit test เองเลย
ทั้งๆ ที่ไม่ใช่งานของ QA เลยซักนิด และก็ไม่ได้รู้เรื่องพวกนี้มาก่อนด้วย
แต่ก็คิดแค่ว่าถ้าไม่เข้าใจ เราจะคุยกับเค้ายากขึ้น
พอ Dev เห็นว่ามันทำได้จริง จับบั๊กได้จริง เค้าก็เริ่มเอาโค้ดมาให้ช่วยดูมากขึ้น

.

แล้วก็มีช่วงที่พี่กิ่งไปรับงานสอนพิเศษด้วยค่ะ ตอนแรกจะสอนดนตรีเฉยๆ
สอนไปสอนมา กลายเป็นได้รับสอนการบ้านเด็กในหลายๆ วิชา ทั้งเลข วิทยาศาสตร์ สังคมก็มี
เลยต้องฝึกอธิบายเรื่องยากๆ จากหนังสือเรียน ให้เด็กเข้าใจ
ทำยังไงก็ได้ ให้เด็กสนุก และอยากเรียนไปกับเรา

กลายเป็นได้สกิลมาเพิ่ม เอามาใช้ในตอนที่ต้องดูแลทีมได้อีก
เพราะต้องมา coach คน และ lead ทีม ให้เก่งขึ้น
สุดท้ายก็ได้เอามาใช้สอนตอนเปิดคอร์สอีก

.

อีกเรื่องคือ จริงๆ แล้วพี่กิ่งเคยเล่นดนตรีจริงจังอยู่ช่วงนึงค่ะ
ต้องมีขึ้นเวทีบ้าง อยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ ก็บ่อย
มีหลายๆ ครั้งที่ต้องจัดการปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เล่น

ดูเป็นสกิลที่ไม่น่าเกี่ยวอะไรกับงานเลยใช่มั้ยคะ

แต่พอมานึกดู มันทำให้เรารู้จักรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด
และเป็นคนที่อ่าน reaction อ่านสถานการณ์ตรงหน้า แล้วเอามาใช้ได้
อะไรไม่ตรงตามแพลน ก็แถๆ ไปได้ (ใครเล่นดนตรีมาจะรู้ดีค่ะ 🤣)

ตอนนี้พอต้อง present งานในที่ประชุม ต้องขึ้นไปพูดใน meetup
หรือ จะจัด workshop ในห้อง zoom ที่มีคนเป็นร้อย
ก็รู้สึกว่าจัดการได้โดยที่ไม่ต้องใช้พลังงานมากนัก

การขึ้นเวทีซ้ำๆ มันทำให้ได้ฝึกรับมือกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

.

สุดท้ายอะไรหลายๆ อย่าง มันมาประกอบกัน ให้พี่กิ่งอยู่ตรงนี้ในทุกวันนี้ค่ะ

วันนี้ที่พี่กิ่งมาคุมทีม Tech ที่มีแต่ Dev และไม่มี QA เลยได้เนี่ย
ไม่ใช่เพราะพี่กิ่งมี technical skill ที่เก่งที่สุดนะคะ
แต่มันเกิดจากหลายๆ skill ที่ค่อยๆ ประกอบร่างกันขึ้นมา

มันอาจจะไม่ได้ทำให้เราเก่งกว่าใคร
แต่มันทำให้ชุดความสามารถของเราไม่เหมือนใคร

และสิ่งนี้มันเรียกว่า Skill Stacking ค่ะ

ที่สำคัญคือ ตอนที่ทำแต่ละเรื่องอยู่ เราไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันเป็นการ stack
รู้แค่ว่ามันมีสิ่งที่เราต้องเข้าไปเรียนรู้เพิ่ม แล้วก็เลือกเดินเข้าไปทำมัน
แต่พอย้อนกลับไปดู สิ่งต่างๆ ที่ทำมา มันกลับเชื่อมโยงเป็นชุดเดียวกัน

.

ย้อนกลับไปที่คำถามแรกสุดค่ะ

บางทีเราอาจจะไม่จำเป็นต้องวาง Career Path ให้ถูกตั้งแต่วันแรกก็ได้

เราไม่จำเป็นต้องรู้ตั้งแต่วันแรกว่า skill ที่กำลังเรียนอยู่จะเอาไปใช้กับอะไร
เพราะบางครั้งเราจะเห็นคุณค่าของมัน ตอนที่เรามองย้อนกลับมานี่แหละค่ะ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *