พี่กิ่งเป็นคนนึงที่จะทำ coding interview เวลาต้องสัมภาษณ์ตำแหน่ง Automation QA ค่ะ
ไม่ใช่เพราะอยากเช็คว่าเขียนโค้ดเก่งแค่ไหนนะคะ
แต่อยากรู้ว่ามีวิธีรับมือกับปัญหายังไงบ้าง
ที่ผ่านมาสัมภาษณ์มาหลายคน สิ่งที่เห็นประจำเลยคือ “หลายคนไม่กล้าทำ”
มีทั้งคนที่ขอไม่ทำเลย บอกว่าทำไม่ได้แล้วก็จบแค่นั้น
บางคนขอเอากลับไปทำที่บ้าน
บางคนนิ่งไปเลย แล้วนั่งทำเงียบๆ ไม่ถามอะไร
.
พี่กิ่งเข้าใจทุกคนนะคะ เพราะน่าจะกดดันมาก อยู่ๆ มาโดนขอให้เขียนโค้ดให้ดู
บางคนอาจจะคิดว่า คนสัมภาษณ์ต้องการเห็นคำตอบที่ perfect, syntax เป๊ะ รันผ่านในครั้งเดียว
แต่จริงๆ แล้ว อยากบอกทุกคนว่า พี่กิ่งไม่ได้ให้คะแนนอะไรพวกนั้นเลยค่ะ
💡 สิ่งที่อยากเห็นจริงๆ คือ “วิธีคิด” ต่างหาก
คำถาม coding มักจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น เพื่อที่จะดูวิธีการจัดการกับปัญหาค่ะ
เช่น ดูว่าถ้าให้โจทย์ไปแล้ว จะทำยังไง จะถามเพื่อเช็คให้แน่ใจก่อนมั้ย หรือจะโดดลงไปเขียนโค้ดเลย
มีการจัดลำดับความคิดของตัวเองก่อนมั้ย หรือคิดไปโค้ดไป สุยๆ ไปตามทาง
บางทีอาจจะมีคำถามต่อหลังจากนั้นอีก เช่น จะเทสยังไง คิดว่ามีตรงไหนที่จะเจอบั๊กได้บ้าง
บางคนที่ได้ไปต่อ ก็ไม่ใช่คนที่เขียนโค้ดได้เป๊ะแบบเอามารันได้จริง ก็มีบ่อยไปค่ะ
.
และความจริงก็คือ QA อย่างเรา มีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้มากๆ เลยนะคะ
เพราะเราทำงาน ที่ต้องคอยถาม คอยทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกันอยู่แล้ว
แถมเราต้องคอยคิดหาเทสเคสต่างๆ ให้ครอบคลุม ดูว่าครบทุก path ที่มีรึยัง
สิ่งที่หลายคนขาดไป อาจจะเป็นแค่ เราไม่ได้หยิบเรื่องพวกนี้ออกมาใช้ เท่านั้นเอง
.
แล้วจะทำยังไงให้คนสัมภาษณ์รู้ว่าเรามีของ ลองดู 4 เรื่องนี้ค่ะ
.
📍 1. Clarify
ถามก่อน เพื่อเช็คว่าเราเข้าใจถูกมั้ย
อย่าเดา อย่าคิดไปเอง
ถ้าคิดว่าเข้าใจหมดแล้ว ลองพูดสิ่งที่เราเข้าใจออกมาก็ได้ค่ะ
“ถ้า input เป็น แบบนี้ output ต้องออกมาเป็น แบบนั้น ใช่มั้ยคะ”
เป็นการ recheck ว่าเราเข้าใจถูก ไม่ได้เข้าใจไปเอง
.
📍 2. พูดสิ่งที่คิดออกมาดังๆ เลยค่ะ
ความเงียบ มันไม่ช่วยให้คนสัมภาษณ์รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
หยุดคิดได้นะคะ เงียบได้ ไม่ผิด แต่อย่าคิดอยู่เงียบๆ คนเดียวค่ะ
ลองพูดสิ่งที่คิดออกมาเลย ว่าเราคิดยังไง จะแก้ปัญหาแบบไหน
มันจะช่วยให้คนฟังเข้าใจวิธีการรับมือกับปัญหาของเราด้วยค่ะ
คนฟังจะได้รู้ว่าคนนี้เจอปัญหาแล้วทำยังไงต่อ
.
📍 3. ไม่ต้องคิด solution ที่ perfect ตั้งแต่แรก
ลอง brute force ไปก่อนก็ได้
ถ้าใครไม่รู้จัก brute force มันคือการแก้ด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ได้หรูหรามาก
ซึ่งส่วนใหญ่มันจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา
แต่อย่างน้อย เราก็ได้แสดงให้เห็นว่าเราสามารถแก้ปัญหาได้
ดีกว่าพยายามหาท่าที่สวยงาม จนไม่ได้อะไรออกมาเลย
บางทีพอเราคิด solution แบบนี้ออกมาก่อน มันอาจจะทำให้เราต่อยอดไปเป็นแนวทางที่ดีขึ้นต่อไปได้ค่ะ แต่ถ้าเราคิดว่าต้อง perfect ตั้งแต่แรกเลย อาจจะทำให้เราติดจนคิดไม่ออกเลยก็ได้
.
📍 4. ถ้าติด ให้ลองหยุดคิดให้ดีก่อนว่ามีทางอื่นมั้ย
อย่าพยายามแก้จุดเดิม ปัญหาเดิม ด้วยวิธีซ้ำๆ และไม่พยายามหาแนวทางอื่น
ลองถามตัวเองว่า เราเข้าใจปัญหาถูกมั้ย หรือ มีวิธีอื่นที่จะแก้ปัญหานี้ได้มั้ย
ที่สำคัญอย่าลืมพูดออกมาดังๆ ด้วยค่ะ ว่าติดตรงไหน กำลังพยายามหาทางไปต่อ
เพราะสิ่งนี้มันช่วยบอกด้วยว่า คนคนนี้ไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ เวลาเจอปัญหา
.
เห็นมั้ยคะว่า ไม่มีซักข้อเลยที่บอกว่า ต้อง syntax เป๊ะ หรือ ต้องมี solution ที่ perfect
แต่เราต้องแสดงให้เห็นว่า เราคือคนที่คิดได้รอบด้าน และ มีความคิดที่เป็นระบบ
ซึ่งคนที่เป็น QA มันได้ฝึกสิ่งนี้กันทุกวันอยู่แล้วค่ะ
ทั้งหมดที่เขียนนี้ ไม่ได้บอกว่าเราไม่ต้องฝึก coding เลยนะคะ
ยังไงการฝึกบ่อยๆ ก็จะทำให้เราเข้าใจโจทย์ และแนวทางการแก้ปัญหาได้ดีขึ้นอยู่แล้ว
ถ้าเราเขียนได้ แต่ยังกลัว หรือติดกับความคิดที่ว่าต้องทำให้เป๊ะเท่านั้น
ก็อาจจะทำให้คนสัมภาษณ์ไม่เห็นสิ่งที่เรามีก็ได้ค่ะ

