เจาะลึกบทบาทของ Quality Advocate ในยุค Agile
สวัสดีค่ะทุกคน หลังจากโพสต์ที่แล้วเราคุยกันไปเรื่อง “อวสาน QA” หลายคนน่าจะสงสัยว่า แล้วเราจะเป็น “QA ร่างทอง” ที่อยู่รอดและทรงคุณค่าในยุค 2026 ได้ยังไง
วันนี้เราจะมาชวนเจาะลึกบทบาทหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงตัวเองจาก Gatekeeper มาเป็น Quality Advocate ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็น Navigator ให้กับทีมนั่นเองค่ะ
ทำไมการเป็น Gatekeeper ถึง “เจ็บทั้งทีม”??
ในโลกการทำงานยุคก่อน QA มักจะถูกวางไว้ที่ปลายน้ำ อยู่ท้ายสุดของ process
หน้าที่ของเราคือรอตรวจของเป็นด่านสุดท้ายก่อนออกสู่ตลาด ถ้าเจอบั๊กเมื่อไหร่เราก็สั่งให้ “หยุด” หรือ ส่งของชิ้นนั้นกลับไป ไม่ให้ไปต่อ
แต่ในยุคที่ทุกอย่างต้องเร็วแบบนี้ การทำตัวเป็น Gatekeeper กลับสร้างผลเสียให้ทีมแบบไม่น่าเชื่อฃ
- Bottleneck: อยู่ๆเราก็กลายเป็นคอขวดซะงั้น ทุกคนรอ QA แค่คนเดียว งานเลยออกช้าลงเรื่อยๆ
- บานปลาย: บั๊กที่เจอตอนนาทีสุดท้าย มักจะแก้ยาก กระทบโครงสร้าง ใช้งบประมาณสูง และมักจะต้องเร่งแก้ให้เสร็จทันเดดไลน์
- ความสัมพันธ์ตึงเครียด: แทนที่จะเป็นพาร์ทเนอร์กัน Dev และ PO อาจจะหาทางให้ผ่าน QA ไปได้ เพื่อให้ของได้ออกสู่ตลาดก็พอ
3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อเริ่มเป็น Quality Advocate
ถ้าอยากอัพเกรดตัวเองเป็น Navigator แทนที่จะเป็น Gatekeeper ลองปรับ 3 อย่างนี้ดูก่อนค่ะ
- Advocate ตั้งแต่ Requirement (Shift-Left): หน้าที่ของ Quality Advocate คือการให้ฟีดแบ็คเรื่องคุณภาพให้เร็วที่สุด อย่ารอจนเริ่มเขียนโค้ด เราสามารถสวมวิญญาณเป็น Navigator ตั้งแต่ตอนคุย Requirement ได้เลย ลองตั้งคำถามพวก “What if…” ดูก็ได้ค่ะ
- ถ้า User กดปุ่มนี้รัวๆ จะเป็นยังไง
- ถ้าข้อมูลส่วนนี้หายไป หน้าจอจะแสดงผลแบบไหน
- เปลี่ยน Checklist เป็น Collaboration (คุยกับ Dev บ่อยๆ): แทนที่จะรอตรวจตาม Checklist ตอนท้าย ให้ลองเดินไปนั่งข้างๆ Dev ตอนที่เขาเริ่มออกแบบ Logic ดูค่ะ หรือเอา Test Cases เข้าไปรีวิวด้วยกันก็ยังได้ ในฐานะ Quality Advocate เราเป็น Navigator โดยการแชร์ Test Cases หรือ Edge Cases ต่างๆ ให้เขารู้ล่วงหน้าได้เลย ซึ่งเขาก็จะได้เขียนโค้ดป้องกันเอาไว้ตั้งแต่ต้น โดยไม่ต้องรอให้เรามาเทสเจอแล้วเปิด bug report ไป วิธีนี้จะช่วยลดงานแก้ตอนท้ายได้มหาศาล ความสัมพันธ์กับ Dev ก็ดีขึ้นด้วย เชื่อเลยว่า Dev จะรักคุณมากขึ้นอีก 3000%
- จัดการความเสี่ยงเพื่อความเร็ว (Risk Management): QA ร่างทอง ไม่ได้เทสทุกจุดแบบหน้ามืดตามัว เราต้องสามารถให้ข้อมูลทีมได้ว่า “จุดไหนคือจุดที่เสี่ยงที่สุด” เราทำหน้าที่เป็น Navigator ที่คอยบอกคนขับว่าโค้งไหนอันตรายต้องระวัง โค้งไหนเหยีนยได้ เพื่อให้โปรเจคต์เดินหน้าต่อได้ปลอดภัยที่สุดในเวลาที่จำกัด ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ เราก็ต้องเป็น QA ที่เข้าใจ product ของเราอย่างลึกซึ้งด้วย ไว้เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันในโพสต์ต่อๆไปนะคะ
Reflection จากประสบการณ์
เราเองก็เคยเป็น Gatekeeper มาก่อน เคยภูมิใจกับการเจอบั๊กเยอะๆ แข่งกันเปิด bug ticket กับทีมก็มี แต่ผลที่ตามมาคือ การทำงานล่วงเวลาตลอด เพื่อไล่บี้บั๊กตอนใกล้เดดไลน์ เทสเท่าไหร่ก็ไม่เคยทัน บั๊กก็งอกออกมาเรื่อยๆ ทำ regression กันไปจนมอดไหม้ แถมทีมก็เครียดกันไปหมด
แต่จุดเปลี่ยนคือ พอเราเปลี่ยนบทบาทมาเป็น Quality Advocate ที่เข้าไปคุยกับทีมตั้งแต่ต้น ไม่น่าเชื่อว่าบั๊กลดลง งานส่งได้เร็วขึ้น และที่สำคัญคือ “ใจ” ของคนในทีมดีขึ้นมาก ทุกคนมั่นใจกับคุณภาพของงาน เราไม่ต้องทำงานแข่งกับใคร แต่เราทำงานเพื่อสร้างความภูมิใจในงานชิ้นเดียวกัน
สรุปสั้นๆ:
คำว่า Quality ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคนคนเดียว หรือทีมเดียว แต่มันเริ่มตั้งแต่วิธีคิดของทุกคนในทีม หน้าที่ของคุณคือการเป็น Quality Advocate ที่นำทางทีมไปสู่จุดหมายได้อย่างมั่นใจค่ะ
แล้วคุณล่ะ… พร้อมที่จะเปลี่ยนจาก Gatekeeper มาเป็น Quality Advocate แล้วหรือยัง
โพสต์ต่อๆไปเราจะมาเจาะลึกคอนเซ็ปต์ต่างๆ เช่น Shift-Left, Continuous Testing, Early Feedback Loop เพิ่มเติมกันค่ะ
เพื่อที่เราจะได้อัพเกรดเป็น QA ร่างทองไปด้วยกัน!!!

