169 wordpress feature image (2)

3 อาการของ Manual QA ที่ติดอยู่ที่เดิมมา 2-3 ปี

ใครเป็นแบบนี้บ้างคะ

เปิดประกาศรับสมัครงาน QA แล้วมีเขียนว่าต้องได้ Automation
อ่านจบ แล้วก็ปิดไป

เปิด Tutorial ทิ้งไว้ อยากเริ่มทำ Automation แต่ก็ไม่ได้เริ่มซักที
สุดท้าย ก็ปิดหน้านั้นทิ้งไป

ปีที่แล้วก็ทำแบบนี้
ปีก่อนหน้าก็ทำแบบเดียวกัน

ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เลยนะคะ ทำงานหนักมาตลอด
ตั้งใจพัฒนาตัวเอง มีงานมาให้ทำเยอะขึ้นทุกวัน งานเทสก็ไม่เคยหลุด

แต่พอมานั่งคิดดูก็รู้สึกว่า ทำไมยังทำตำแหน่งเดิม งานเดิม ใช้สกิลเดิม

.

มีหลายๆ คนที่ทักมาคุย มาปรึกษา ทั้งใน Line OA, Facebook หรือจะใน Workshop ต่างๆ
(รวมทั้งคนที่เข้ามาอ่านโพสยาวๆ แบบนี้ด้วยค่ะ)

เกือบทุกคนเป็นคนที่ตั้งใจอยากพัฒนาตัวเองมากๆ อยากพาตัวเองไปเจอโอกาสใหม่ๆ

หลายคนทั้งอ่านบทความ ดู Tutorial ดู Youtube มาก็เยอะ บางคนซื้อคอร์สเก็บไว้แล้วด้วยซ้ำ
แต่ก็ยังมีคำถามที่เจอบ่อยๆ คือ “ไม่รู้จะเริ่มยังไง” “รู้สึกว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ”

พอได้คุยกับหลายๆคนแล้ว พี่กิ่งบอกได้เลยนะคะว่า ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจเลยค่ะ
แต่มันมักจะเป็นเพราะว่าเราแก้ปัญหาไม่ถูกจุด และจุดที่ติดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วยค่ะ

เท่าที่พี่กิ่งเจอ มันมักจะเป็น 3 อาการนี้ค่ะ

.

🔹 อาการที่ 1: ยังไม่เชื่อว่าตัวเองทำได้

บางคนเห็นโค้ดแล้วก็กลัว เจองาน Technical ก็คิดว่าทำไม่ได้ รู้สึกว่าเราไม่เหมาะกับงานทางนี้ ซึ่งมันก็ไม่แปลกเลยนะคะ ถ้างานของเรายังไม่มีโอกาสให้ได้แตะเรื่องพวกนี้เลยซักครั้ง ก็เลยทำให้เราไม่มั่นใจ

แต่รู้อะไรมั้ยคะ ความมั่นใจมันเกิดเมื่อเราลงมือทำค่ะ ไม่ใช่รอให้มั่นใจก่อนค่อยลงมือทำ เพราะมันจะไม่มีทางเกิดขึ้น

พี่กิ่งจะบอกทุกคนตลอดว่า ทำไปเลย ทำทั้งๆ ที่กลัวนั่นแหละ ก้าวที่ยากที่สุด มันมักจะเป็นก้าวแรกเสมอค่ะ

📌 ใครรู้ตัวว่าเป็นแบบนี้อยู่ ลองเริ่มเลย:
เปิดโค้ด Automation Test ของทีม หรือหาตัวอย่างจากไหนก็ได้ แล้วลองตั้งใจอ่านดูว่าเราเข้าใจมันมากแค่ไหน มันเหมือนกับ Test Case ที่เราเคยเขียนมากน้อยแค่ไหน

เชื่อว่าหลายคนจะตกใจที่ตัวเองเข้าใจมันมากกว่าที่คิดค่ะ

.

🔹 อาการที่ 2: ไม่มีเวลา

หลายคนเชื่อว่าตัวเองทำได้แล้ว แต่ไม่มีเวลาไปแตะมันซักที งานใน sprint ก็เต็มแน่นแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปลองเขียน Automation Test แล้วยิ่งเวลาผ่านไป งาน Manual ก็บวมขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายกลายเป็นติดอยู่ในลูปที่ไม่มีวันออกได้ค่ะ

งานเร่ง -> ไม่มีเวลาเริ่ม automate -> feature ใหม่เพิ่มเรื่อยๆ -> งาน manual บวมขึ้นเรื่อยๆ -> regression ต้องทำเยอะขึ้นเรื่อยๆ -> ยิ่งไม่มีเวลามากกว่าเดิม

ยิ่งมี AI เข้ามา วงจรนี้ยิ่งถูกเร่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ เราก็จะยิ่งรู้สึกว่าทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่พอ

มันไม่ได้เกิดจากเราไม่ขยันหรือไม่เก่งพอเลยนะคะ แต่มันไม่มีใครมาหยุดวงจรนี้ให้เรา

📌 ใครรู้ตัวว่าเป็นแบบนี้อยู่ ลองเริ่มเลย:
เลือกเทสที่ต้องรัน manual ซ้ำบ่อยๆ มาซัก 1 เคส จะเป็น regression ที่ต้องทำทุกครั้งก็ได้ค่ะ แล้วลองจับเวลาดูว่าเทส 1 รอบใช้เวลาแค่ไหน แล้วลองเอาไปคิดดูว่าใน 1 sprint หรือ 1 release เราใช้เวลาทั้งหมดเท่าไหร่

พอมีตัวเลขแล้ว บทสนทนาหลังจากนี้จะง่ายขึ้นค่ะ
❌ แทนที่จะบอกว่า ขอเวลาไปเรียน automate เพิ่มหน่อยค่ะ
✅ เราก็บอกได้เลยว่า เคสนี้กินเวลาไปเดือนละ 6 ชั่วโมง ขอเวลา 3 ชั่วโมงไป automate นะคะ ทำครั้งเดียว รอบต่อไปก็ทำแค่กดรันกับเช็คผลแค่ไม่กี่นาที

.

🔹 อาการที่ 3: ไม่รู้จะเริ่มยังไง

บางคนพร้อมจะเริ่มแล้ว แต่พอเปิดมาก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนก่อน จะต้องเรียนอะไรก่อน เพราะมันเยอะไปหมด ทั้ง framework นู่นนี่, coding, tool อะไรต่างๆ, CI/CD อีก แล้วพอมันมาเป็นกองใหญ่ๆ ก็เลยไม่รู้จะทำอะไรต่อ

📌 ใครรู้ตัวว่าเป็นแบบนี้อยู่ ลองเริ่มเลย:
เอาเทสที่ต้องรัน manual ซ้ำบ่อยๆ มา 1 เคส (จะเป็นเคสเดียวกับข้อ 2 ก็ได้ค่ะ) มาลองดูว่า ที่เราเขียนไว้มี objective, steps, expected result ชัดเจนรึยัง หรือเขียนไว้แค่ว่า “ต้องทำงานได้ถูกต้องตามปกติ”

ถ้ามีครบแล้ว นี่แหละค่ะคือ automation test ข้อแรกที่เราจะทำ เหลือแค่ต้องเอาไปแปลงเป็นโค้ด

บางทีเราเริ่มไม่ได้ เพราะเรามองมันเป็นก้อนใหญ่เกินไปค่ะ
ลองหาก้าวแรกที่เล็กที่สุดที่เราจะเริ่มได้ แล้วทำเลยค่ะ ส่วนที่เหลือช่างมันไปก่อน

.

มาถึงตรงนี้จะเห็นว่าความตั้งใจ ความขยัน ความเก่ง ไม่เคยเป็นปัญหาเลยนะคะ
ที่เรายังรู้สึกว่าติดอยู่กับที่ เพราะเรากำลังแก้ผิดจุดอยู่

👉 ติดเรื่องไม่มั่นใจ แล้วไปหา QA roadmap มาทำตาม ก็คงไม่ช่วย เพราะเราไม่ได้ขาดข้อมูล
👉 ติดเรื่องไม่มีเวลา แล้วไปเรียนเพิ่ม ก็ไม่มีเวลาเอาไปทำต่ออยู่ดี
👉 ติดเรื่องไม่รู้จะเริ่มยังไง แล้วไปหาคอร์สที่ใหญ่กว่าเดิม เลยยิ่งหาก้าวแรกไม่เจอ

ใครที่รู้สึกว่าตัวเองติดอยู่กับที่ ลองค่อยๆ ถามตัวเองดูนะคะ ว่าเราติดอยู่ตรงไหนกันแน่ แล้วค่อยๆ ทำไปทีละนิด แล้วปีหน้ามาดูกันว่าเราจะเปลี่ยนไปแค่ไหนค่ะ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *