เคยมั้ยคะ
🐛เจอบั๊กที่มันชัดมากๆ ต้องแก้แน่นอน ไม่งั้นกระทบเยอะแน่
แล้วเราก็ไปเปิด bug ticket เขียนรายละเอียดสวยงาม
screenshot ครบ
reproduce steps เป๊ะ
ส่งไปให้ทีม
PM ตอบกลับมาว่า “เอาไว้ sprint หน้านะ”
.
เจอแบบนี้ รู้สึกยังไงกันบ้างคะ?
“นอยอ่าาา ทำไมไม่มีใครฟัง QA เลย”
“แบบนี้แหละ เรามันพลเมืองชั้น 2 ชั้น 3 ของทีมอยู่แล้ว”
แล้วเราก็ไปหาหลักฐานมาใส่เพิ่ม
แปะ log เพิ่ม
ใส่ data เพิ่ม
Escalate เพิ่ม ให้มันดังกว่าเดิม
.
แต่ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่ “หลักฐานไม่พอ” หรอกค่ะ
ปัญหาคือ “เราไม่ได้พูดภาษาเดียวกับคนที่ตัดสินใจ”
เราพูดภาษา technical แต่คนตัดสินใจพูดภาษา business
.
มีคอนเซปต์นึงที่อยากให้ทุกคนรู้จัก เรียกว่า “Name the Threat”
หลักการง่ายๆ เลยค่ะ คนจะไม่สนใจ solution ของเรา จนกว่าเค้าจะรู้สึกถึง “ปัญหา” ก่อน
ถ้าเราไปบอกว่า “มีบั๊ก”
ทีมอาจจะได้ยินว่า “งานงอก” “ต้องแก้อีกแล้ว”
แต่ถ้าเราบอกว่า “ถ้าไม่ fix ลูกค้าจะ…”
ทีมจะได้ยินว่า “เรากำลังมีความเสี่ยง”
.
ลองดูบั๊กเดียวกัน ว่าถ้าเราเล่าคนละแบบ จะต่างกันยังไง
❌ แบบทั่วไป:
Bug: หน้าสั่งซื้อไม่ validate email format
Severity: Medium
Steps: กรอก email ผิด format ในหน้าสั่งซื้อ (เช่น user@gmail.con) -> ระบบยอมให้สั่งซื้อได้
✅ แบบ Name the Threat:
“ลูกค้าพิมพ์ email ผิด (เช่น .con แทน .com) → สั่งซื้อสำเร็จ ตัดเงินเรียบร้อย → แต่ confirmation email ส่งไปไม่ถึง → ลูกค้าไม่รู้ว่าออเดอร์ตัวเองสำเร็จหรือเปล่า → โทรหา CS → เสียทั้งเงิน เสียทั้งลูกค้า”
อันนี้ PM จะได้ยินว่า “ตัดเงินแล้ว แต่ลูกค้าไม่ได้ confirmation email” ก็จะเข้าใจปัญหาเลยทันที ไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม
บั๊กเดียวกัน ปัญหาเดียวกัน
แค่ลำดับการเล่าต่างกัน
ผลลัพธ์เปลี่ยน เพราะเราพูดในภาษาที่อีกฝ่ายเข้าใจ
.
🌱 ทำไม QA มักจะพูดภาษา Technical
เพราะเราถูกฝึกมาให้ชัดเจน และวัดผลได้ค่ะ
ต้องเขียน steps ให้ชัดเจน
เขียน Bug Ticket ที่มี actual/expected ชัดเจน
ต้องมีหลักฐาน มี screenshot มี log
ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องในการทำงานเทสนะคะ
แต่พอต้องไปสื่อสารกับคนอื่น
ภาษาที่เราใช้ประจำ จะกลายเป็นภาษาที่เค้าฟังไม่รู้เรื่อง
.
QA ร่างทอง ไม่ใช่คนที่หาบั๊กได้เยอะที่สุดนะคะ
แต่ต้องเป็นคนที่ “สื่อสาร” ปัญหา และ ความสำคัญ ของบั๊กนั้นให้คนอื่นเข้าใจด้วย
บั๊กตัวต่อไปที่กำลังจะเปิด ลองดูนะคะ ว่าเราเขียนแค่ว่า “มีบั๊กอะไร” รึเปล่า
แล้วลองปรับโดยการเอา “ถ้าไม่ fix จะเกิดอะไรขึ้น” ขึ้นก่อน
แล้วลองดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกันค่ะ

