ไหน ใครเป็นมือใหม่บ้างคะ
บางทีตอนที่เราเป็น QA แรกๆ เนี่ย เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำไปมันดีหรือไม่ดียังไง
วันนี้เลยอยากจะมาแชร์ 5 ข้อ ที่มักจะเห็นคนพลาดกันบ่อยๆ
(และตัวพี่กิ่งเองก็เคยผ่านมาทุกข้อเลย 😅)
ลองมาดูกันนะคะ ว่ามีตรงไหนที่เราสามารถทำให้ดีขึ้นได้บ้าง
❌ เทสทุกอย่างให้ครบก่อน
✅ เทสให้ตรงจุดก่อน
เทสครบก็ควรจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ แต่จริงๆ การที่เราจัดลำดับไม่ถูก แล้วพุ่งไปเทสเคสยิบย่อยก่อน เพราะอยากเทสให้ครบทุกอย่าง
ก็อาจจะทำให้เราเจอบั๊กที่สำคัญจริงๆ ช้ากว่าที่ควรจะเป็นนะคะ
ลองถามตัวเองว่า “ตรงไหนที่สำคัญสำหรับ User” แล้วเริ่มจากตรงนั้นก่อน
ถ้ามีบั๊ก เราจะได้แก้จุดที่สำคัญก่อนค่ะ
❌ รอ dev ส่งงานแล้วค่อยเทส
✅ คุย requirement ก่อน dev เริ่มโค้ด
บั๊กที่เจอหลังจากเขียนโค้ดเสร็จแล้ว กับบั๊กที่เจอตั้งแต่ก่อนเริ่มโค้ด ราคาต่างกันมหาศาลค่ะ
แค่นัดคุย scenario กับ dev ก่อนจะเริ่มงานนั้นๆ ก็ช่วยให้ประหยัดเวลาได้เยอะ และคุณภาพของงานก็ดีขึ้นตามไปด้วย
❌ เขียน test case เยอะ = QA ที่ดี
✅ เขียนน้อยแต่ครอบคลุม scenario จริง
Test case 200 ข้อ ที่ไม่ครอบคลุม User Journey จริงๆ ก็ไม่มีค่าเท่า 20 ข้อที่เทสส่วนที่สำคัญจริงๆค่ะ
เข้าใจ User Journey ก่อน แล้วค่อยเขียน test case ของเราจะมีความหมายขึ้นเยอะเลยค่ะ
❌ เจอ bug แล้วรีบ report ทันที หรือรอรวบทีเดียวค่อย report
✅ Verify ให้ได้ก่อน แล้ว report เลย ไม่ต้องรอ
อันนี้เป็นศิลปะเลยค่ะ เจอบั๊กแล้วรีบ report เลยโดยไม่ได้เช็คให้ดีก่อน ก็อาจจะทำให้ทีมเสียเวลา
แต่ถ้า มัวแต่รอเช็คแล้วไม่มั่นใจ ไม่บอก dev ซักที ก็ทำให้เสียเวลาเหมือนกันค่ะ
ถ้าเรามีข้อมูลที่ชัดเจนว่า reproduce ยังไง เกิดที่ environment ไหน และสิ่งที่ถูกคืออะไร ก็ส่งได้เลย
❌ QA คือคนจับผิด
✅ QA คือคนที่ช่วยให้ทุกคนมั่นใจใน quality
เป็น mindset ที่สำคัญมากค่ะ เราไม่ได้มาจับผิดใคร เราไม่ได้มาตั้งใจมาหาบั๊กให้ได้เยอะที่สุด
แต่สิ่งที่ทีมต้องการจริงๆ คือคนที่ช่วยให้มั่นใจว่า คุณภาพของโปรดัคดีจริงๆ ค่ะ
ถ้าคิดแบบนี้ได้ การทำงานกับ Dev และ PO จะเปลี่ยนไปเลย
💡 การเติบโตเป็น QA ที่ดีขึ้น ไม่ได้เริ่มจากการทำงานหนักขึ้นนะคะ
แต่เริ่มจากการรู้ว่าเราควรโฟกัสตรงไหน
ใครอยากปรับข้อไหน หรือกำลังทำอะไรอยู่บ้าง คอมเมนต์บอกกันได้เลยนะคะ

