1 page vs 3 pages ความต่างที่เห็นได้ชัดแบบไม่น่าเชื่อ
ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา แอบไปยืนอ่านหนังสือเล่มนึง (ขอโทษสังคมที่ไม่ได้ซื้อค่ะ)
ที่ชื่อว่า The Artist’s Way – A Spiritual Path to Higher Creativity ของคุณ Julia Cameron
แล้วหน้าที่เปิดไปเจอพูดถึงกิจกรรมที่เรียกว่า Morning Pages
ซึ่งเป็นการเขียนอะไรก็ได้ที่ไหลออกมาจากสมองของเรา 3 หน้ากระดาษ
และให้เราทำสิ่งนี้เป็นอย่างแรกในทุกๆ เช้าหลังตื่นนอน
บางคนอาจจะคิดว่า
“ใครมันจะไปเขียนได้ตั้ง 3 หน้า”
“ชีวิตนี้ชั้นไม่เคยเขียนอะไรมาก่อน”
“จะเอาอะไรมาเขียนเยอะขนาดนั้น”
แต่ช้าก่อน! ก่อนจะคิดแบบนั้น เรามาทำความรู้จักสิ่งที่เรียกว่า Free Writing กันก่อน แล้วจะรู้ว่าทุกคนเขียนได้แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์
ต้องบอกก่อนว่า Free Writing ไม่ใช่การเขียนบทความ ไม่ใช่การเขียนไดอารี่ ไม่จำเป็นต้องใช้คำสวยงาม
และ ที่สำคัญคือ ไม่ใช่การเขียนให้ใครอ่าน และใช่ค่ะ ไม่ได้เขียนให้ตัวเราเองอ่านด้วย เราไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปอ่านอีก
กฎของการเขียน Free Writing มีอย่างเดียวเลยคือ
เขียนไปเรื่อยๆ ห้ามหยุด อะไรไหลเข้ามาในสมองก็ปล่อยให้มันไหลต่อไปที่ปากกาแล้วเขียนลงไป และห้ามกลับไปแก้
ไม่ต้องสนว่าเรียงประโยคถูกมั้ย ไม่ต้องสนว่าเรื่องราวจะโดดไปมา ไม่ต้องสนว่าสิ่งที่เขียนอยู่จะสมเหตุสมผลมั้ย
คิดอะไรออกก็เขียนลงไป ถ้าไม่รู้จะเขียนอะไร ก็เขียนลงไปว่า “ไม่รู้จะเขียนอะไร”
❓แล้วทำไมต้อง 3 หน้า
ก่อนหน้านี้เราเขียน Free Writing เกือบจะทุกวันอยู่แล้ว ใช้ iPad เขียนใน Goodnotes
(สำหรับคนที่ใช้ iPad แนะนำให้ใช้ปากกานะคะ จะดีกว่าพิมพ์มากๆ)
ถ้าไม่ติดอะไรจริงๆ ก็จะตื่นมาเขียนตอนเช้า หรือถ้าตื่นสายไม่ได้เขียนตอนเช้า ก็จะไปเขียนก่อนนอน
แต่ที่ผ่านมาเราจะหยุดเขียนตอนครบ 1 หน้า ซึ่งเราก็เขียนแบบนี้มาทุกวัน ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งไปอ่านเจอหนังสือเล่มที่บอก
หลังจากนั้นเราก็ลองเขียน 3 หน้าดู เริ่มวันแรกเท่านั้นแหละ…
รู้เลยว่า หน้าแรก มันเป็นแค่ “เปลือก” เท่านั้นเอง
สิ่งที่เราเขียนออกมาในช่วงแรก มักจะเป็นเรื่องผิวเผิน หรือสิ่งที่วนๆอยู่ในหัวเราตอนนั้น
อาจจะเป็นความกังวลเรื่องงาน สิ่งที่ต้องจัดการให้เสร็จวันนี้ ความหงุดหงิดที่เกิดขึ้น (แบบตื้นๆ)
ส่วนใหญ่มันก็เป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วนั่นแหละ แต่การเขียนตรงนี้มักจะช่วยจัดระเบียบให้ความคิดที่วิ่งวนอยู่ในหัวของเราได้
แต่พอเราเขียนจนทะลุจุดที่ผิวเผินตรงนี้ได้ สิ่งที่ไหลออกมาหลังจากนั้นคือ Insight ที่แท้จริงล้วนๆ
ความคิดบางอย่างเราไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ อาจจะเป็นความกังวลลึกๆ ที่โดนเรื่องราวอื่นๆ กลบไว้
หรือเราอาจจะยุ่งวุ่นวายกับเรื่องผิวเผินที่ออกมาในช่วงแรก จนทำให้ซุกเรื่องนี้เอาไว้ก่อน
หรือบางทีก็มีไอเดียดีๆ ออกมา ซึ่งมันอาจจะถูกความกังวล ความเครียดอื่นๆ บังอยู่
บางทีพอเขียนๆ ไป เราถึงกับขำกับความบ้าบอของตัวเอง แบบ… แกดู ชั้นคิดอะไรอยู่วะเนี่ย มันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง
ทำไมเรา Overthinking ได้ขนาดนี้นะอีบ้า หรือบางทีเราก็ได้เจอสาเหตุที่แท้จริงของความหงุดหงิดบางอย่าง
🧘 Mindfulness ง่ายๆใกล้ฉัน
การเขียน Free Writing เป็นการฝึกสติชั้นดีนะคะ
การเห็นความคิดของตัวเองไหลออกมาเป็นอักษร คือการถอยตัวเอาออกมาเป็น “ผู้ดู” แทนที่จะเป็น “ผู้เล่น” ที่จมไปกับอารมณ์จากเหตุการณ์นั้น
ถ้าเราดึงตัวเองออกมาจากเหตุการณ์นั้นได้ เราจะสามารถรับมือกับสิ่งนั้นได้ดีขึ้นไปด้วย
ใครอยากลองจัดการกับความฟุ้งซ่าน หรือ อยากฝึกจิตใจของตัวเองให้สงบขึ้น ลองวิธีนี้ดูได้นะคะ
- ตื่นมาตอนเช้า หยิบสมุดปากกาขึ้นมาก่อนเลย จะ iPad ก็ได้ แต่ขอให้ใช้ปากกาเขียนนะคะ
- ตั้งใจว่าจะเขียนไปเรื่อยๆ ไม่หยุดให้ครบ 3 หน้า
ช่วงแรกๆอาจจะครบบ้างไม่ครบบ้าง บางวันอาจจะได้แค่ 1 หน้าก็ไม่เป็นไรค่ะ
ไม่ต้องกลัวว่าเราจะทำได้ไม่ดี เพราะกระดาษ 3 หน้านี้มีไว้ให้เราอ่านคนเดียว (หรือจะไม่อ่านก็ได้)
มันคือพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการเป็นตัวของตัวเองแบบ 100%
ที่บางคนอาจจะรู้สึกว่าเขียนไม่เป็น เขียนไม่ได้ บางทีอาจจะเกิดจากความกลัวที่จะยอมรับความคิดของตัวเอง
หรืออาจจะไม่เคยทำความรู้จักตัวเองดีๆ การเขียน Free Writing จะช่วยให้เราก้าวข้ามความกลัวและเรียนรู้ที่จะยอมรับความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่
เรามาลองใช้การเขียน Free Writing หรือ Morning Pages นี้กันดูนะคะ
เมื่อขยะในหัวถูกเททิ้งไปแล้ว คุณจะพบว่าเรามีพื้นที่เหลือมากพอสำหรับความคิดที่มีคุณภาพจริงๆ

