“เรายังต้องการ QA อยู่มั้ยในปี 2026”
หรือถึงเวลา… อวสาน QA
สวัสดีค่ะทุกคน ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เปิดตัว With Natsiree ซักที หลังจากลีลาอยู่นาน
ช่วงนี้ใครรู้สึกซึมเศร้าเวลาไถฟีดบ้าง เดี๋ยวก็เจอข่าว AI จะมาแทนที่อาชีพนั้นอาชีพนี้บ้าง
หรือเจอคนบอกว่า “เดี๋ยวนี้ Dev เค้าก็เขียนเทสเองได้แล้วนะ”
หรือจะบอกว่า “งาน QA มันไม่รุ่งเรืองเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” “เปลี่ยนสายก็ยาก ตำแหน่งก็น้อยลง”
และอะไรอื่นๆอีกมากมาย
จนพลอยทำให้เราแอบคิดว่า หรือนี่จะเป็นยุค “อวสาน QA” อย่างที่คนพูดกันจริงๆ
วันนี้เลยอยากจะมาชวนคุยกันแบบเพื่อนร่วมวงการคนนึง
เผื่อว่าสิ่งที่เคยเจอมาจะช่วยให้เราหยุดคิดและหันกลับมามองในมุมอื่นๆดูบ้าง
เราตั้งใจเปิดพื้นที่นี้ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน ไม่ได้อยากจะมาเอดยูเขตกันอะไรแต่อย่างใด
คิดว่าใครที่ทำ QA มา ต้องเคยมีซักครั้งที่รู้สึกภูมิใจกับการเป็น “ด่านตรวจคนเข้าเมือง” ของเรา
เคยได้ยินคำว่า Gatekeeper มั้ยคะ หรืออาจจะเป็นคำพูดที่ว่า QA is the last line of defense…
เรายืนกอดอกทำหน้าเข้มตรงด่านสุดท้ายที่เป็นทางออกของโปรเจคต์
ใครส่งของมาให้ตรวจ ชั้นจะต้องเจอ Bug ให้เยอะที่สุด!
แกจะ Deploy ของวันศุกร์เหรอ? ออกปั๊ย แกต้องข้ามศพชั้นไปก่อน!
นั่นคือการมือง QA ว่าเป็น “คนจับผิด” เป็น “Bug Catcher”
ยิ่งเจอบั๊กเยอะ เรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีผลงาน
อาจจะเคยมีบางทีมที่ตั้งจำนวนบั๊กเป็น KPI ของ QA เลยด้วยซ้ำ
แต่เราสังเกตมั้ยคะ ว่ายิ่งทำแบบนี้ เรายิ่งรู้สึกเหนื่อย
อยู่ๆทีม QA ก็กลายเป็น “คอขวด” เป็น Bottleneck ที่ทำให้ของออกช้า
และกลายเป็นทีมที่ทุกคนรอให้รับผิดชอบเรื่องคุณภาพ
แม้ว่าเราจะช่วยกันสร้างของนั้นมาด้วยกันก็ตาม
สำหรับเรา นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของ “อวสาน QA” ถ้าเรายังทำงานแบบนี้อยู่
เราอาจจะกลายเป็นส่วนเกินที่ไม่มีใครต้องการในยุคนี้
งั้นต้องทำยังไงดี??
ทำไมเราไม่ช่วยให้ทีมส่งของได้เร็วขึ้น
แบบที่ทุกคนก็นอนหลับได้อย่างสงบสุข
ไม่ต้องลุ้นว่า deploy ไปแล้วจะมีอะไรพังบ้าง
จุดเปลี่ยนมันอาจจะอยู่ตรงนี้ ตรงวิธีคิดของเรา (Mindset)
แทนที่เราจะตั้งหน้าตั้งตาหาบั๊กให้ได้เยอะที่สุด
เราลองเปลี่ยนมาเป็นคนที่ป้องกันไม่ให้เกิดบั๊กตั้งแต่แรกเลยจะดีกว่ามั้ย
และจริงๆแล้ว เราเริ่มได้เลย ตั้งแต่มันยังเป็นแค่ตัวหนังสือใน Requirement ด้วยซ้ำ
“Detection” vs “Prevention”
จากที่เคยเป็น Gatekeeper ตั้งตัวเองเป็นคนคอยตรวจตา คอยขวางทาง
เราลองมองตัวเองใหม่ เป็น Quality Advocate ที่เข้าไปนั่งในใจทีมดู
- ลองเข้าไปคุยกับ PM/PO ตั้งแต่ตอนคุย Requirement กัน บางทีเราอาจจะเจอ Edge Case ที่ยังไม่มีใครนึกถึง
- หรืออาจจะเข้าไปนั่งกับ Dev ตอนที่ออกแบบ Logic แล้วลองช่วยคิดเคสว่าจะมีข้อมูลแบบไหนเข้ามาได้บ้าง ถ้ามีข้อมูลแบบนี้เข้ามา ระบบจะพังมั้ย
เชื่อมั้ยว่าพอเรานิยามตัวเองใหม่ จาก “คนเทส” เป็น “คนสร้างความมั่นใจ” ชีวิตเปลี่ยนไปคนละเรื่องเลย
ทีมส่งของได้เร็วขึ้น และยังมั่นใจในของของตัวเองมากขึ้นด้วย
เพราะบั๊กบางส่วนมันถูกกำจัดไปตั้งแต่ยังไม่เริ่มเขียนโค้ดด้วยซ้ำ
ทีมก็แฮปปี้ เราก็แฮปปี้ กินอิ่มนอนหลับ
ไม่ต้องคอยพะวงว่าหลังจากเอาของขึ้น Production ไปแล้วรอบนี้มันจะไปพังตรงไหนอี๊กกกก
เรามาเติบโตไปพร้อมกัน… เป็น QA ร่างทอง คนนั้นที่ทุกคนต้องการ
การจะเป็น QA ในยุค 2026 สำหรับเรา ไม่ใช่เรื่องของการใช้ Tool ให้ได้เยอะที่สุด
รู้จัก Automation Framework ให้เยอะที่สุด หรือ เขียนโค้ดให้ได้เทพที่สุด (แม้ว่ามันจะช่วยก็เถอะ)
แต่มันคือการ Build Quality In
เราจะสะกดจิตทีม ฝังคำว่า “Quality” ลงไปในทุกกระบวนการ
ไม่ใช่แค่มาฉีดน้ำหอมดับกลิ่นตอนจบงาน
โพสต์นี้ก็เลยอยากจะชวนทุกคนมาลองคิดกันดู
วันนี้เรากำลังเป็น “เบรกมือ” ที่คอยเบรกทีม
หรือเป็น “Navigator” ที่ช่วยให้รถวิ่งเร็วขึ้นและปลอดภัยขึ้น
“อวสาน QA” มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
แต่มันคือโอกาสที่เราจะอัพเกรดเลเวลของตัวเองให้เป็น QA ร่างทองที่มีคุณค่ากับทีมมากกว่าเดิม
กลายเป็นคนที่ทีมขาดไม่ได้ เพราะเราคือคนที่ทำให้ทุกคนส่งงานได้อย่างภูมิใจและมั่นใจ
เพราะสุดท้ายแล้ว… Quality starts with how you think
ของที่มีคุณภาพมันเริ่มมาตั้งแต่วิธีคิดจริงๆค่ะ
แล้วทุกคนพร้อมจะเปลี่ยนร่างกันรึยัง
มาลองแชร์กันได้นะคะว่าช่วงนี้เจอปัญหา เจอความท้าทายอะไรกันบ้าง
เราจะเติบโตไปพร้อมๆกันที่นี่ค่ะ เริ่มเลย!!

